รวมงาน Travel Fair ในประเทศไทยสำหรับบริษัทท่องเที่ยว
บทความนี้ช่วยให้บริษัทท่องเที่ยวรู้จักประเภทงาน Travel Fair ในไทย วิธีเลือกงานที่เหมาะกับเป้าหมาย และขั้นตอนปฏิบัติจากการเตรียมบูธ การเก็บนามบัตรด้วยแอปสแกนนามบัตร ไปจนถึงการติดตามลูกค้าที่ได้ผล
บริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งต้องตัดสินใจทุกปีว่าจะลงทุนเวลาและเงินไปกับงาน Travel Fair ใดบ้าง แต่คำถามที่สำคัญกว่าการเลือกงานคือ: งานไหนช่วยสร้างลูกค้าใหม่จริง, จะเก็บและติดตามคอนแทคอย่างไร, แล้วทำให้การลงทุนคุ้มค่าจริงหรือไม่ บทความนี้รวบรวมประเภทของงานที่ควรรู้ สถานที่จัดงานหลักในประเทศไทย และขั้นตอนปฏิบัติที่ใช้ได้จริงทั้งก่อน ระหว่าง และหลังงานเพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลตอบแทนจากการเข้าร่วม
ประเภทของ Travel Fair ที่ควรพิจารณา
งานแสดงท่องเที่ยวมีหลายรูปแบบ ผลตอบแทนและข้อจำกัดจะแตกต่างกันไปตามประเภท ดังนี้
- งานสำหรับผู้บริโภค (Consumer Travel Fairs), เหมาะสำหรับขายแพ็กเกจ, โปรโมชันสายการบิน, โปรแกรมท่องเที่ยวกลุ่ม ตัวอย่างผู้เข้าชมเป็นคนที่วางแผนทริปด้วยตนเองหรือครอบครัว
- งานการค้า/เครือข่ายธุรกิจ (Trade Shows), เน้นเชื่อมโยงกับตัวแทนท่องเที่ยว, เอเยนซี่, ผู้ประกอบการท้องถิ่น โอกาสปิดดีล B2B สูงกว่างานสำหรับผู้บริโภค
- Roadshow และ Mini Fair, จัดในจังหวัดต่างๆ หรือตลาดเฉพาะเจาะจง ใช้สร้างการรับรู้ในพื้นที่และทดสอบข้อเสนอใหม่ๆ
- งานเฉพาะกลุ่ม (Niche Events), มุ่งเป้าไปที่ตลาดพิเศษ เช่น ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ, เวดดิ้งทริป, ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เหมาะสำหรับบริษัทมีข้อเสนอเฉพาะ
จุดจัดงานที่มักมีคนให้ความสนใจในประเทศไทย
เมื่อเลือกงาน ควรพิจารณาทำเลและผู้ชมหลัก สถานที่จัดงานที่มักมีการจัดงานแสดงสินค้าและ Travel Fair หลายครั้ง ได้แก่
- ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (กรุงเทพ)
- IMPACT เมืองทองธานี (กรุงเทพ)
- BITEC บางนา (กรุงเทพ)
- ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ จ.เชียงใหม่
- ศูนย์ประชุมภูเก็ตหรือพื้นที่จัดงานในภูเก็ต จังหวัดท่องเที่ยวทางทะเล
เลือกพื้นที่ตามกลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการเข้าถึง: งานในกรุงเทพให้เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างและคู่ค้า ในขณะที่งานประจำภูมิภาคเหมาะสำหรับการจับลูกค้าในพื้นที่หรือร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น
เกณฑ์เลือกงาน: ควรเข้าร่วมหรือไม่
อย่าเลือกเพียงเพราะชื่อเสียงของงาน ให้ถามตัวเองดังนี้ก่อนลงทะเบียน
- ผู้เข้าชมเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราไหม, ผู้บริโภคทั่วไปหรือผู้ซื้อเชิงธุรกิจ
- โอกาสในการเก็บข้อมูลคอนแทคเป็นอย่างไร: สามารถแลกคอนแทคได้สะดวกไหม
- มีฟีเจอร์เสริมเช่น เซสชันเครือข่ายธุรกิจหรือการจับคู่ธุรกิจหรือไม่
- สามารถวัดผลได้อย่างไร: จำนวนลีดที่ต้องการ, อัตราปิดธุรกรรมที่คาดหวัง
การเตรียมงานแสดงสินค้า: ก่อนขึ้นบูธ
การเตรียมงานแสดงสินค้าที่ดีหมายถึงการกำหนดเป้าหมายและกระบวนการชัดเจน ก่อนงานควรทำสิ่งต่อไปนี้
- กำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลข: ตัวอย่าง เช่น จำนวนคอนแทคที่ต้องการ, จำนวนการจองบนบูธ, เป้ารายได้จากโปรโมชันพิเศษ
- เตรียมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้มาที่บูธ เพื่อกระตุ้นการจองหรือแลกข้อมูล
- เตรียมวัสดุส่งเสริมการขายที่ชัดเจน: โบรชัวร์ที่สั้นและเห็นประโยชน์ของลูกค้า, ป้ายที่อธิบายข้อเสนอ, ตัวอย่างทริปที่ขายดี
- ฝึกทีมขายให้จับการสนทนาแบบสั้นและเป้าหมายเพื่อเก็บนามบัตร, และมีสคริปต์สำหรับการติดตามหลังงาน
- ตั้งระบบเก็บคอนแทคล่วงหน้า: เตรียมแท็บเล็ตหรือ QR code สำหรับให้ลงทะเบียน หรือตั้งจุดสแกนนามบัตร
ระหว่างงาน: วิธีเก็บและจัดการคอนแทคให้ได้ผล
ในงาน การเก็บคอนแทคอย่างเป็นระบบมีผลต่อการปิดการขายมากเหมือนการพบลูกค้าใหม่ การปฏิบัติดังนี้ช่วยลดการเสียคอนแทคและเพิ่มโอกาสการติดตาม
- สแกนนามบัตรทันที: ใช้แอปสแกนนามบัตร หรือ Business Card Scanner เพื่อสแกนนามบัตรให้เป็นข้อความทันที การสแกนลดความเสี่ยงว่านามบัตรจะสูญหายหรือข้อมูลถูกเขียนผิด
- ตั้งหมวดหมู่คอนแทคที่จุดสัมผัส: แยกเป็นกลุ่มเช่น สนใจจองทันที, ติดต่อเพื่อร่วมมือ, ขอข้อมูลเพิ่มเติม
- ขออนุญาตส่งข้อมูลเพิ่มเติมทันที: ให้คนลงทะเบียนอีเมลหรือสแกน QR เพื่อรับโปรโมชัน ลดการพิมพ์ข้อมูลด้วยมือ
- ใช้ฟอร์มมาตรฐานการจดบันทึกสั้นๆ เพื่อบันทึกบริบทของการสนทนา เช่น วันที่ทริปที่สนใจ งบประมาณ เบอร์ติดต่อสำรอง
หลังงาน: การติดตามที่ได้ผล
งานแสดงสินค้าไม่จบเมื่องานเลิก สิ่งที่ตัดสินว่าการเข้าร่วมคุ้มค่าหรือไม่คือการติดตามหลังงาน การติดตามลูกค้าต้องเร็วและมีความเฉพาะเจาะจง
- ส่งข้อความขอบคุณภายใน 48 ชั่วโมงและแนบข้อเสนอเฉพาะที่พูดถึงในบูธ
- ใช้ระบบจัดการคอนแทค เพื่อวางแผนการติดต่อซ้ำแบบเป็นขั้นตอน เช่น อีเมลที่ 1: ขอบคุณพร้อมข้อเสนอ, อีเมลที่ 2 หลัง 7 วัน: ทบทวนโปรโมชัน, โทรตามในวันที่เหมาะสม
- ส่งออก vCard หรือนามบัตรดิจทัลให้กับลูกค้าที่ต้องการบันทึกข้อมูลทันที ซึ่งช่วยให้ข้อมูลเข้าระบบปฏิทินหรือ CRM ได้ง่าย
- วัดผล: ติดตามว่าลีดจำนวนเท่าไรกลายเป็นลูกค้าจริง และต้นทุนต่อการได้ลูกค้าเท่าไร เพื่อประเมินความคุ้มค่า
เครื่องมือที่ช่วยจริง: ตัวอย่างการนำ Boxcard มาใช้
หลังงาน คุณจะได้กองนามบัตรหรือไฟล์ข้อมูลมากมาย การจัดการอย่างเป็นระบบจะช่วยลดงานซ้ำและเร่งการปิดการขาย ตัวอย่างการใช้งานจริง:
- ใช้ Boxcard เป็นแอปจัดการนามบัตร และสแกนนามบัตรด้วย OCR นามบัตร เพื่อเปลี่ยนนามบัตรกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัลทันที
- เก็บนามบัตรดิจิทัล และส่งออก vCard เพื่อนำเข้า CRM หรือแบ่งให้ทีมขายได้สะดวก
- เมื่อต้องติดตามลูกค้า, แอปสแกนนามบัตร ช่วยให้ข้อมูลเบื้องต้นพร้อมสำหรับทีมขายไม่ต้องพิมพ์ใหม่
- ตั้งป้ายคำค้นหรือแท็กในระบบเพื่อการกรอง เช่น งานแสดงสินค้า X, สนใจแพ็กเกจ Y ทำให้การติดตามหลังงานมีเป้าหมาย
ข้อผิดพลาดที่เห็นบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
- เก็บนามบัตรแล้วไม่ทำอะไรต่อ, แก้โดยกำหนดกระบวนการติดตามลูกค้าเป็นมาตรฐานและมอบหมายความรับผิดชอบ
- ไม่ชัดเจนเรื่องเป้าหมายของบูธ, แก้โดยกำหนด KPI ก่อนงาน เช่น จำนวนการจองบนบูธหรือจำนวนคอนแทคที่มีคุณภาพ
- พึ่งพานามบัตรกระดาษอย่างเดียว, แก้โดยผสมผสานการเก็บดิจิทัลด้วยแอปสแกนนามบัตร หรือเสนอ นามบัตรดิจทัล ให้ผู้เข้าชม
- ทีมไม่พร้อมสื่อสารข้อเสนออย่างสั้นและกระชับ, แก้โดยซ้อมสคริปต์และบทตอบคำถามที่พบบ่อย
งานแสดงสินค้าเป็นช่องทางสร้างโอกาส แต่ถ้าไม่มีระบบจัดการคอนแทกที่ชัดเจนและการติดตามหลังงานที่รวดเร็ว โอกาสนั้นมักจะสูญเปล่า
การเข้าร่วม Travel Fair ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขายและการสร้างเครือข่ายธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรมเดียวที่แยกจากระบบ การเตรียมงานแสดงสินค้าอย่างมีเป้าหมาย การเตรียมบูธที่สื่อสารชัดเจน วิธีเก็บนามบัตรและการใช้เทคโนโลยีเช่น Boxcard หรือ Business Card Scanner จะช่วยเปลี่ยนลีดที่รวบรวมได้ให้กลายเป็นลูกค้าจริงได้มากขึ้น
ขั้นตอนถัดไป: เลือกสองงานที่ให้ผลทางธุรกิจตรงกับเป้าหมายของคุณในปีนี้ และตั้ง KPI ง่ายๆ สำหรับแต่ละงาน เช่น จำนวนคอนแทคคุณภาพ 50 ราย หรือการจองบนบูธ 20 ราย แล้วออกแบบกระบวนการสแกนและการติดตามลูกค้าให้เสร็จก่อนวันงาน